หลวงพ่อโอภาสี
อัพเดทล่าสุด: 30 มิ.ย. 2025
1123 ผู้เข้าชม

พระอริยสงฆ์อีกรูปหนึ่งที่ได้รับการกล่าวขานถึงคุณวิเศษและปฏิปทาอันน่าเลื่อมใสยิ่งในประเทศไทย คือ "หลวงพ่อโอภาสี" แห่งอาศรมบางมด (วัดพุทธบูชาในปัจจุบัน) ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงอภิญญา มีพลังจิตสูงส่ง และเปี่ยมด้วยเมตตาธรรมต่อสรรพสัตว์ ทำให้ท่านเป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศมาจนถึงปัจจุบัน
ประวัติและปฐมวัย
หลวงพ่อโอภาสี มีนามเดิมว่า ชวน มะกรคนธ์ ท่านเป็นชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๑ ในช่วงวัยเด็ก ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร เช่นเดียวกับเจ้าคุณนร แสดงให้เห็นถึงพื้นเพการศึกษาที่ดีเยี่ยมมาตั้งแต่เยาว์วัย หลังจากสำเร็จการศึกษา ท่านได้เข้าทำงานเป็นพนักงานบัญชีที่กรมรถไฟ (ปัจจุบันคือ การรถไฟแห่งประเทศไทย)
แม้จะมีหน้าที่การงานที่มั่นคง แต่ด้วยจิตใจที่ใฝ่ในธรรม ท่านจึงตัดสินใจละทางโลกเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ท่านได้ อุปสมบทเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (หม่อมเจ้าชื่น สุจิตฺโต) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๑๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากบวชแล้ว ท่านได้รับฉายาว่า "โอภาสี"
เส้นทางธรรมและอาศรมบางมด
หลวงพ่อโอภาสีได้ศึกษาพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างจริงจัง ท่านได้ออกธุดงควัตรไปตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อฝึกฝนจิตใจ และแสวงหาธรรมะ ในช่วงหนึ่ง ท่านได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร และปฏิบัติธรรมอย่างเงียบสงบ
ต่อมา ท่านได้ย้ายมาจำพรรษาที่ อาศรมบางมด ซึ่งเดิมเป็นเพียงกระท่อมเล็ก ๆ กลางสวนมะพร้าวในย่านบางมด กรุงเทพมหานคร ด้วยปฏิปทาอันบริสุทธิ์และคุณธรรมที่โดดเด่น ทำให้มีลูกศิษย์ลูกหาและผู้ศรัทธาเลื่อมใสหลั่งไหลเข้ามาเยี่ยมเยียนและขอคำแนะนำจากท่านเป็นจำนวนมาก ท่านได้พัฒนาอาศรมแห่งนี้ให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมและเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน
วัตรปฏิบัติอันน่าเลื่อมใสและอภิญญาบารมี
หลวงพ่อโอภาสีมีวัตรปฏิบัติที่แตกต่างจากพระภิกษุทั่วไปหลายประการ ซึ่งล้วนเป็นไปเพื่อการฝึกฝนจิตและลดละกิเลส:
การบูชาเพลิง: สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์และสร้างความเข้าใจผิดแก่ผู้คนภายนอกคือ "การบูชาเพลิง" หรือการเผาสิ่งของต่าง ๆ ที่ได้รับมาเป็นเครื่องบูชา เช่น ดอกไม้ ธูปเทียน ของถวาย หรือแม้กระทั่งวัตถุมงคล โดยท่านไม่ได้ต้องการสิ่งของเหล่านั้น แต่ต้องการแสดงให้เห็นถึง "การเผากิเลส" และความไม่ยึดติดในวัตถุสิ่งของ ท่านเชื่อว่าการเผานั้นคือการแปรสภาพจากของหยาบไปสู่ของละเอียด คือการสลายสิ่งต่างๆ ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ไม่ยึดมั่นถือมั่น
ความสมถะและสันโดษ: ท่านดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่ยึดติดในลาภสักการะ ไม่สะสมทรัพย์สินใดๆ
เมตตาธรรม: ท่านเปี่ยมด้วยเมตตาต่อสรรพสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ ท่านมักจะช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก และสัตว์ที่ได้รับความเดือดร้อน
พลังจิตและอภิญญา: หลวงพ่อโอภาสีได้รับการกล่าวขานถึงเรื่องพลังจิตที่แก่กล้าและอภิญญาบารมี เช่น การหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า การแสดงปาฏิหาริย์ต่าง ๆ โดยท่านมักใช้คุณวิเศษเหล่านี้เพื่อสงเคราะห์ผู้คนและสั่งสอนธรรมะ
คำสอนที่เน้นการปฏิบัติ: คำสอนของท่านมักจะเน้นให้ลูกศิษย์และผู้มาเยี่ยมเยียนตั้งมั่นในการทำความดี ละเว้นความชั่ว และเจริญสติภาวนา ท่านมักจะกล่าวว่า "สิ่งที่เห็นเป็นของไม่เที่ยงแท้" เพื่อให้ผู้คนไม่ยึดติดในสิ่งสมมุติ
มรณภาพและมรดกธรรม
หลวงพ่อโอภาสีได้ละสังขารด้วยอาการสงบ เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ ณ อาศรมบางมด สิริรวมอายุได้ ๕๘ ปี พรรษา ๒๗ การจากไปของท่านสร้างความโศกเศร้าแก่ลูกศิษย์ลูกหาและพุทธศาสนิกชนเป็นอย่างมาก
แม้ท่านจะจากไปนานแล้ว แต่ชื่อเสียงและบารมีของหลวงพ่อโอภาสียังคงเป็นที่กล่าวขานและเคารพศรัทธาอย่างไม่เสื่อมคลาย วัตถุมงคลที่ท่านอธิษฐานจิตปลุกเสก อาทิ เหรียญรุ่นต่าง ๆ ลือเลื่องในด้านพุทธคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการคุ้มครองป้องกันภัย และเมตตามหานิยม
อาศรมบางมด ได้รับการพัฒนาต่อมาเป็น วัดพุทธบูชา ในปัจจุบัน ซึ่งยังคงเป็นสถานที่สำคัญสำหรับการปฏิบัติธรรมและเป็นที่ระลึกถึงคุณความดีของหลวงพ่อโอภาสี ปฏิปทาอันน่าเลื่อมใสและการดำเนินชีวิตตามหลักธรรมของท่านยังคงเป็นแบบอย่างอันทรงคุณค่าแก่พุทธศาสนิกชนในการดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท และการมุ่งมั่นในการสร้างความดี
ประวัติและปฐมวัย
หลวงพ่อโอภาสี มีนามเดิมว่า ชวน มะกรคนธ์ ท่านเป็นชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๑ ในช่วงวัยเด็ก ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร เช่นเดียวกับเจ้าคุณนร แสดงให้เห็นถึงพื้นเพการศึกษาที่ดีเยี่ยมมาตั้งแต่เยาว์วัย หลังจากสำเร็จการศึกษา ท่านได้เข้าทำงานเป็นพนักงานบัญชีที่กรมรถไฟ (ปัจจุบันคือ การรถไฟแห่งประเทศไทย)
แม้จะมีหน้าที่การงานที่มั่นคง แต่ด้วยจิตใจที่ใฝ่ในธรรม ท่านจึงตัดสินใจละทางโลกเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ท่านได้ อุปสมบทเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (หม่อมเจ้าชื่น สุจิตฺโต) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๑๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากบวชแล้ว ท่านได้รับฉายาว่า "โอภาสี"
เส้นทางธรรมและอาศรมบางมด
หลวงพ่อโอภาสีได้ศึกษาพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างจริงจัง ท่านได้ออกธุดงควัตรไปตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อฝึกฝนจิตใจ และแสวงหาธรรมะ ในช่วงหนึ่ง ท่านได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร และปฏิบัติธรรมอย่างเงียบสงบ
ต่อมา ท่านได้ย้ายมาจำพรรษาที่ อาศรมบางมด ซึ่งเดิมเป็นเพียงกระท่อมเล็ก ๆ กลางสวนมะพร้าวในย่านบางมด กรุงเทพมหานคร ด้วยปฏิปทาอันบริสุทธิ์และคุณธรรมที่โดดเด่น ทำให้มีลูกศิษย์ลูกหาและผู้ศรัทธาเลื่อมใสหลั่งไหลเข้ามาเยี่ยมเยียนและขอคำแนะนำจากท่านเป็นจำนวนมาก ท่านได้พัฒนาอาศรมแห่งนี้ให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมและเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน
วัตรปฏิบัติอันน่าเลื่อมใสและอภิญญาบารมี
หลวงพ่อโอภาสีมีวัตรปฏิบัติที่แตกต่างจากพระภิกษุทั่วไปหลายประการ ซึ่งล้วนเป็นไปเพื่อการฝึกฝนจิตและลดละกิเลส:
การบูชาเพลิง: สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์และสร้างความเข้าใจผิดแก่ผู้คนภายนอกคือ "การบูชาเพลิง" หรือการเผาสิ่งของต่าง ๆ ที่ได้รับมาเป็นเครื่องบูชา เช่น ดอกไม้ ธูปเทียน ของถวาย หรือแม้กระทั่งวัตถุมงคล โดยท่านไม่ได้ต้องการสิ่งของเหล่านั้น แต่ต้องการแสดงให้เห็นถึง "การเผากิเลส" และความไม่ยึดติดในวัตถุสิ่งของ ท่านเชื่อว่าการเผานั้นคือการแปรสภาพจากของหยาบไปสู่ของละเอียด คือการสลายสิ่งต่างๆ ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ไม่ยึดมั่นถือมั่น
ความสมถะและสันโดษ: ท่านดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่ยึดติดในลาภสักการะ ไม่สะสมทรัพย์สินใดๆ
เมตตาธรรม: ท่านเปี่ยมด้วยเมตตาต่อสรรพสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ ท่านมักจะช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก และสัตว์ที่ได้รับความเดือดร้อน
พลังจิตและอภิญญา: หลวงพ่อโอภาสีได้รับการกล่าวขานถึงเรื่องพลังจิตที่แก่กล้าและอภิญญาบารมี เช่น การหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า การแสดงปาฏิหาริย์ต่าง ๆ โดยท่านมักใช้คุณวิเศษเหล่านี้เพื่อสงเคราะห์ผู้คนและสั่งสอนธรรมะ
คำสอนที่เน้นการปฏิบัติ: คำสอนของท่านมักจะเน้นให้ลูกศิษย์และผู้มาเยี่ยมเยียนตั้งมั่นในการทำความดี ละเว้นความชั่ว และเจริญสติภาวนา ท่านมักจะกล่าวว่า "สิ่งที่เห็นเป็นของไม่เที่ยงแท้" เพื่อให้ผู้คนไม่ยึดติดในสิ่งสมมุติ
มรณภาพและมรดกธรรม
หลวงพ่อโอภาสีได้ละสังขารด้วยอาการสงบ เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ ณ อาศรมบางมด สิริรวมอายุได้ ๕๘ ปี พรรษา ๒๗ การจากไปของท่านสร้างความโศกเศร้าแก่ลูกศิษย์ลูกหาและพุทธศาสนิกชนเป็นอย่างมาก
แม้ท่านจะจากไปนานแล้ว แต่ชื่อเสียงและบารมีของหลวงพ่อโอภาสียังคงเป็นที่กล่าวขานและเคารพศรัทธาอย่างไม่เสื่อมคลาย วัตถุมงคลที่ท่านอธิษฐานจิตปลุกเสก อาทิ เหรียญรุ่นต่าง ๆ ลือเลื่องในด้านพุทธคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการคุ้มครองป้องกันภัย และเมตตามหานิยม
อาศรมบางมด ได้รับการพัฒนาต่อมาเป็น วัดพุทธบูชา ในปัจจุบัน ซึ่งยังคงเป็นสถานที่สำคัญสำหรับการปฏิบัติธรรมและเป็นที่ระลึกถึงคุณความดีของหลวงพ่อโอภาสี ปฏิปทาอันน่าเลื่อมใสและการดำเนินชีวิตตามหลักธรรมของท่านยังคงเป็นแบบอย่างอันทรงคุณค่าแก่พุทธศาสนิกชนในการดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท และการมุ่งมั่นในการสร้างความดี
บทความที่เกี่ยวข้อง
เบื่อไหมกับสินค้าที่ซ้ำซากจำเจ?
ที่ Jinttrakan Crafted & Studio เราเชื่อว่าทุกชิ้นงานทำมือคือเรื่องราว ทุกฝีแปรงคือความรู้สึก และทุกรายละเอียดคือความใส่ใจ
16 ธ.ค. 2025
ในโลกของงานพุทธศิลป์ "เหรียญที่ระลึก" ไม่ใช่เพียงแค่โลหะที่ถูกปั๊มขึ้นรูป แต่คือการบันทึกเรื่องราว
19 ก.พ. 2026
คุณมีไอเดีย... เรามี "จิตวิญญาณ" ของงานคราฟต์ การสร้าง Art Toy สักชิ้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่การสร้างชิ้นงานที่ "มีพลัง" และ "น่าสะสม" จนกลายเป็น Asset ที่มีมูลค่า ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญระดับสูง
30 ม.ค. 2026


